ใช้รุ่นไหนกันอยู่ มาดูวิวัฒนาการของ iOS กัน

จากกระแสของงาน WWDC 2017 ที่ Apple ได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ น่าจะยังถูกพูดถึงกันไปอีกสักระยะ เพราะตอนนี้ก็เหมือนจะมีข่าวคราวออกมาเรื่อยๆ แม้ว่างานจะจบแล้ว ซึ่งวันนี้ผมจะมาเล่าให้เพื่อนๆ ฟัง ถึงวิวัฒนาการของ iOS รุ่นต่างๆ ว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ไปดูกันเลยครับ

iOS 1

สำหรับ iOS รุ่นนี้ ได้เปิดตัวมาพร้อมกับสมาร์ทโฟนจอสัมผัสตัวแรกของ Apple ด้วย นั่นคือ iPhone classic ในสมัยนั้น Steve Jobs ยังไม่ได้เรียก iOS 1 ว่าระบบปฏิบัติการ แต่เขาเรียกมันว่าซอฟต์แวร์ ที่เสมือนเป็นสื่อกลางติดต่อระหว่างผู้ใช้งาน กับตัวโทรศัพท์ ในการเปิดตัวครั้งนี้ ได้เน้นไปที่เรื่องการรองรับการสัมผัสหน้าจอแบบ Multi-touch โดยใช้นิ้วมือ รวมถึงคุณสมบัติของ Voicemail, การใช้เว็บบราวเซอร์ Safari และการดูวิดีโอ ออนไลน์ผ่านยูทูป ในภายหลังได้มีการเปิดอัพเดทให้เครื่อง iPod Touch ด้วย แต่จะต้องเสียเงินในการอัพเดทที่ราคา 19.99 $

iOS 2

1 ปีหลังจากเปิดตัวรุ่นแรกออกไป Apple ได้มีการแจกจ่าย iPhone SDK เพื่อให้นักพัฒนาทั่วไป สามารถสร้างแอพลิเคชั่นลงในระบบปฏิบัติการได้ และเมื่อวันเปิดตัวมาถึง จึงได้เกิดเป็น iPhone 2 ขึ้นมา และมาพร้อมกับ iPhone 3G ในครั้งนี้ Apple ได้เรียกมันว่าระบบปฏิบัติการได้อย่างเต็มตัว และได้เพิ่มฟีเจอขึ้นมาอีกมากมาย เช่น App Store, แผนที่ GPS, ระบบ Push email แต่ระบบปฏิบัติการรุ่นนี้ จะให้ฟรีสำหรับผู้ที่ใช้ iPhone เท่านั้น สำหรับ iPod Touch ยังคงต้องจ่ายเงินเช่นเคยที่ราคา 9.95 $ (ในการอัพเดทรุ่นปรับปรุงในภายหลัง ได้เปิดให้อัพเดทได้ฟรีนะครับ)

iOS 3

iPhone OS 3 ได้เปิดตัวพร้อมกับ iPhone 3Gs ซึ่งได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ เข้ามาอีกมากมายเช่น การสั่งงานด้วยเสียง (ยังไม่ใช่ Siri), Spotlight search, คีย์บอร์ดในแนวนอน และสุดท้ายที่ทุกคนรอคอยในขณะนั้นคือฟังก์ชั่นตัดแปะข้อความนั่นอง โดยหลังจากนั้นไม่นาน Apple ก็ได้เปิดตัว iPad ในปี 2010 จึงได้มีการเปลี่ยนชื่อจาก iPhone OS เป็น iOS โดยผู้ใช้ iPhone ยังสามารถอัพเดทได้ฟรี แต่ใครที่ใช้ iPod จะเสียค่าอัพเดทเช่นเดิมครับ

iOS 4

ต่อมาจึงเป็น iOS 4 ซึ่งได้ติดตั้งมาพร้อมกับ iPhone 4 และ iPad 2 โดยได้เพิ่มการใส่วอลเปเปอร์, ระบบ Multitasking (ที่เปิดได้หลายๆ แอพนั่นล่ะครับ), การจัดการแอพลิเคชั่นให้อยู่กันเป็นโฟลเดอร์, การวิดีโอคอลผ่าน Facetime และร้านหนังสือ iBook (สำหรับ iPad) ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่ iPod Touch จะได้รับการอัพเดทโดยที่ไม่ต้องเสียเงิน และ iOS 4 ยังรองรับระบบเครือข่ายแบบ CDMA อีกด้วย

iOS 5

ติดตั้งมาพร้อมกับ iPhone 4s ซึ่งได้ออกมาหลังจากการเสียชีวิตของ Steve Jobs ในระบบปฏิบัติการรุ่นนี้ ได้นำเสนอในเรื่องระบบปฏิบัติการด้วยเสียงแบบใหม่ นั่นคือ Siri ที่เราคุ้นเคย รวมถึงระบบ Notification, iMessage, เตือนความจำ และ Newsstand ซึ่งในรุ่นนี้เป็นรุ่นแรกที่ผู้ใช้สามารถอัพเดทได้ โดยที่ไม่ต้องเชื่อมต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ หมายความว่า สามารถอัพเดทได้โดยใช้อินเทอร์เน็ตในมือถือนั่นเอง หรือเรียกอีกอย่างว่า OTA (Over the air)

iOS 6

รุ่นนี้ได้ถูกติดตั้งลงใน iPhone 5 และ iPad mini พร้อมทั้งแผนที่จากทาง Apple เอง ที่มีระบบนำทางแบบ Turn-by-turn (จะมีการระบุเส้นทางเป็นช่วงๆ ในการเดินทาง) นอกจากนี้ยังได้นำเสนอเกี่ยวกับการรวม Facebook เข้าไปในระบบเลย และเป็นรุ่นที่รองรับ LTE (4G)

 

iOS 7

หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีเสียงบ่นกระซิบกระซาบมาว่า ระบบการนำทางของแผนที่จากทาง Apple นั้นทำงานได้ไม่ค่อยดีเท่าไร จึงได้มีการทำระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ออกมาเป็น iOS 7 นั่นเอง ซึ่งดูเหมือนการเปลี่ยนแปลงที่น่าจะดังกว่าเรื่องแผนที่ก็คงจะเป็นดีไซน์ใหม่ ที่ได้ Jonathan Ive มาออกแบบให้ ทำให้ iOS 7 มีไอคอนที่มีลักษณะแบนราบ (Metro UI) พร้อมภาพวอลเปเปอร์ 3 มิติ สำหรับ iOS 7 นี้ จะมีมาใน iPhone 5s, 5c, iPad Air, Ipad mini 2 นอกจากนี้ยังได้เพิ่มระบบ Control Center, AirDrop และปรับปรุงแอพ Photos, Itunes Radio และ CarPlay

iOS 8

รุ่นนี้มาพร้อมกับ iPhone 6, 6 Plus และ iPad Air 2 โดยรวมแล้วไม่ได้มีอะไรที่แตกต่างไปจาก iOS 7 มากนัก แต่ได้เพิ่มแอพที่เกี่ยวกับสุขภาพเข้ามา, มีฟิเจอร์ Apple pay, HandOff, ระบบสะกดคำแบบใหม่, การแชร์เนื้อหาในเครื่อง, iCloud โดยรุ่นนี้ถือว่าเป็นรุ่นแรกที่มีการปล่อยให้มีการทดสอบแบบ Public beta ก่อนการเปิดตัวครับ

iOS 9

ต่อมา Apple ได้มีการพัฒนาในเรื่อง 3D Touch ขึ้นมา จึงได้ทำการเปิดตัวระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่อย่าง iOS 9 ขึ้นมาพร้อมกับ iPhone 6s และ 6s Plus มีการอัพเดทแอพใหม่ๆ ให้มีความสามารถมากขึ้น เช่น Notes รองรับการวาดรูปลงไป และการเพิ่มรูปภาพลงในข้อความ, ปรับปรุงแผนที่ GPS, มีการเปลี่ยนจาก Newsstand ไปใช้แอพ News แทน โดยเน้นการแสดงข่าวจากแหล่งข่าวใหญ่ๆ และ Passbook ที่สามารถเปลี่นชื่อกระเป๋าเงิน และใช้งานร่วมกับ Giftcard ได้ นอกจากนี้ ได้มีการใช้งาน iOS 9 ร่วมกับ iPad Pro ซึ่งได้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานแบบ Multitasking เช่น สามารถแบ่งพื้นที่หน้าจอเป็นสองส่วน เพื่อใช้งานสองแอพพลิเคชั่นพร้อมกันได้ หรือสามารถดูวิดีโอไปพร้อมกับเปิดแอพอื่นๆ อยู่ได้ นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุง เรื่องระยะการใช้งานของแบตเตอรี่ให้ยาวนานขึ้น และพื้นที่ที่ใช้ในการติดตั้งให้น้อยลงอีกด้วย

iOS 10

มีการปรับปรุงเพิ่มเติมกับแอพ Message ให้สามารถทำงานร่วมกับ Siri ได้ดีขึ้น รวมถึงปรับปรุงในเรื่องของ 3D Touch ให้ใช้งานกับแอพของผู้พัฒนาอื่นๆ ได้ดีขึ้นด้วย นอกจากนี้ใน iOS 10 ผู้ใช้งานสามารถลบแอพของทาง Apple ได้ไม่ต่างจากแอพทั่วไปได้ และได้เพิ่มหน้าจอ Widget เมื่อทำการปัดหน้าจอที่ Home screen จากซ้ายไปขวา สุดท้ายได้เพิ่มความสามารถของหน้าจอ Lock screen โดยสามารถทำงานบางส่วนของเครื่องได้ ในระหว่างที่ล็อคเครื่องอยู่ เช่น การถ่ายรูป เป็นต้น

iOS 11

และแล้วก็มีถึง iOS ตัวใหม่ล่าสุด ที่ Apple ได้เปิดตัวไปในงาน WWDC 2017 ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าได้รับการปรับปรุงค่อนข้างมาก ในกลุ่มผู้ใช้งาน iPad นั้น จะทำการปรับปรุงในเรื่องของการจัดการกับไฟล์เอกสารในเครื่องด้วยแอพ Files ที่เหมือนกับโปรแกรม Finder ใน macOS นอกจากนี้ยังเพิ่มเติมในเรื่องของ Dock ซึ่งช่วยให้เราสามารถทำงานแบบ Multitasking ได้ง่ายขึ้น สำหรับส่วนอื่นๆ ที่ปรับปรุง ก็มี ARKit เป็นระบบที่ช่วยให้นักพัฒนาแอพสามารถทดลองแอพ เพื่อจำลองการใช้งานของเครื่องรุ่นต่างๆ และเผยแพร่ให้ผู้ใช้ได้ทดลองใช้ได้ด้วย การปรับปรุง Siri ให้มีเสียงที่น่าฟังขึ้น และการใช้งาน Apple pay ที่สามารถส่งเงินให้เพื่อนผ่านทาง Message ได้ หรือใช้ Apple pay cash แทนเงินสด หรือใช้แลกเลี่ยนเป็นเงิน แล้วโอนเข้าบัญชีเราก็ได้

                เป็นอย่างไรกันบ้างครับ กับวิวัฒนาการของ iOS รุ่นต่างๆ จริงๆ ในรุ่นล่าสุดอย่าง iOS 11 มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเยอะ (มาก) ซึ่งถ้าให้ผมเขียนทั้งหมดคงจะไม่ไหว เอาเป็นว่าถ้าเพื่อนๆ สนใจนะครับ ลองหาอ่านเพิ่มเติมดูได้ หรือรอเล่นตัวทดสอบได้ ในช่วงกลางปีนี้นะครับ สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก  http://www.computerworld.com/

Comments